<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>mrKrich™ &#187; Health</title>
	<atom:link href="http://beta.mrkrich.com/category/article/health/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://beta.mrkrich.com</link>
	<description>The happen things around me</description>
	<lastBuildDate>Fri, 09 Sep 2011 08:00:00 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>สุขภาพกับการกิน เรื่อง การดื่มน้ำ</title>
		<link>http://beta.mrkrich.com/2010/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://beta.mrkrich.com/2010/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 Jan 2010 16:29:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mrKrich</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[Reading]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[drink]]></category>
		<category><![CDATA[meal]]></category>
		<category><![CDATA[water]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://beta.mrkrich.com/?p=208</guid>
		<description><![CDATA[พอดีได้ไปอ่านหนังสือ &#8220;ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น&#8221; เขียนโดย &#8220;หมอแดง ดิ อโรคยาฯ&#8221; ที่น้องเพชรให้เป็นของขวัญวันเกิดพี่ป๋วยเข้า ก็เลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีเกี่ยวกับสุขภาพ ก็เลยอยากจะเอามาให้ได้อ่านกัน

การดื่มน้ำ
คนเราปกติแล้วมีความต้องการน้ำในแต่ละวันของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดตัว โดยสามารถคำนวณคร่าวๆได้โดย เอาน้ำหนักตัว x 33 หน่วยที่ได้คือ ซีซี .. เช่นน้ำหนัก 60 กิโลกรัม คูณด้วย 33 นั่นคือมีความต้องการน้ำประมาณ 2 ลิตร โดยเฉลี่ยแล้วน้ำหนึ่งแก้วคือประมาณ 200 ซีซี เท่ากับว่าในหนึ่งวันของคนที่หนัก 60 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำ 10 แก้ว
การดื่มน้ำไม่ควรอึ๊กๆ ให้หมดแก้วในรวดเดียว เพราะในหลอดอาหารของเรามีเมือกที่ใช้รักษาความชื้นอยู่ เมื่อเราดื่มน้ำเข้าไปทีเดียวมากๆ ก็จะไปชะเอาเมือกเหล่านี้ออก ทำให้หลอดอาหารสูญเสียความชื้น กลายเป็นว่าร่างกายยิ่งสูญเสียน้ำมากขึ้นไปอีก
ในระหว่างการรับประทานอาหาร ไม่ควรดื่มน้ำมากเกินไป โดยปกติน้ำย่อยของเรามีสภาพเป็นกรด เมื่อดื่มน้ำหรือของเหลวเข้าไปมากๆ ก็จะเข้าไปทำให้น้ำย่อยเจือจาง ร่างกายจะต้องรับภาระในการสร้างน้ำย่อยเพิ่มเติมขึ้นมาอีก และเมื่อระบบย่อยอาหารทำงานไม่ได้ ย่อยไม่ทัน ก็จะเกิดการหมักหมม และเน่าเสีย เกิดของเสียอยู่ในร่างกาย และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ร่างกายมีของเสียเพิ่มขึ้น ไตก็ทำงานหนักขึ้นในการคัดกรองของเสียออกมา
น้ำเย็น เป็นของต้องห้าม เพราะร่างกายจะดูดซึมน้ำไปใช้งานได้ <a href="http://beta.mrkrich.com/2010/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%81/" class="more-link">More &#62;</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span>พอดีได้ไปอ่านหนังสือ &#8220;ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น&#8221; เขียนโดย &#8220;หมอแดง ดิ อโรคยาฯ&#8221; ที่น้องเพชรให้เป็นของขวัญวั</span><span>นเกิดพี่ป๋วยเข้า ก็เลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องดี</span><span>เกี่ยวกับสุขภาพ ก็เลยอยากจะเอามาให้ได้อ่าน</span>กัน</p>
<p><span id="more-208"></span></p>
<p><strong>การดื่มน้ำ</strong></p>
<li style="padding-left: 30px;"><span>คนเราปกติแล้วมีความต้องการ</span><span>น้ำในแต่ละวันของแต่ละคนไม่</span><span>เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดตัว โดยสามารถคำนวณคร่าวๆได้โดย</span> <span style="text-decoration: underline;">เอาน้ำหนักตัว x 33</span><span> หน่วยที่ได้คือ ซีซี .. เช่นน้ำหนัก 60 กิโลกรัม คูณด้วย 33 นั่นคือมีความต้องการน้ำประ</span><span>มาณ 2 ลิตร โดยเฉลี่ยแล้วน้ำหนึ่งแก้วคื</span><span>อประมาณ 200 ซีซี เท่ากับว่าในหนึ่งวันของคนที่</span>หนัก 60 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำ 10 แก้ว</li>
<li style="padding-left: 30px;"><span>การดื่มน้ำไม่ควรอึ๊กๆ ให้หมดแก้วในรวดเดียว เพราะในหลอดอาหารของเรามีเมื</span><span>อกที่ใช้รักษาความชื้นอยู่</span><span> เมื่อเราดื่มน้ำเข้าไปทีเดี</span><span>ยวมากๆ ก็จะไปชะเอาเมือกเหล่านี้ออ</span><span>ก ทำให้หลอดอาหารสูญเสียความชื้</span><span>น กลายเป็นว่าร่างกายยิ่งสูญเ</span>สียน้ำมากขึ้นไปอีก</li>
<li style="padding-left: 30px;"><span>ในระหว่างการรับประทานอาหาร</span><span> ไม่ควรดื่มน้ำมากเกินไป โดยปกติน้ำย่อยของเรามีสภาพ</span><span>เป็นกรด เมื่อดื่มน้ำหรือของเหลวเข้</span><span>าไปมากๆ ก็จะเข้าไปทำให้น้ำย่อยเจือ</span><span>จาง ร่างกายจะต้องรับภาระในการส</span><span>ร้างน้ำย่อยเพิ่มเติมขึ้นมา</span><span>อีก และเมื่อระบบย่อยอาหารทำงาน</span><span>ไม่ได้ ย่อยไม่ทัน ก็จะเกิดการหมักหมม และเน่าเสีย เกิดของเสียอยู่ในร่างกาย และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลื</span><span>อด ทำให้ร่างกายมีของเสียเพิ่ม</span><span>ขึ้น ไตก็ทำงานหนักขึ้นในการคัดก</span>รองของเสียออกมา</li>
<li style="padding-left: 30px;"><span>น้ำเย็น เป็นของต้องห้าม เพราะร่างกายจะดูดซึมน้ำไปใ</span><span>ช้งานได้ ก็ต่อเมื่อน้ำอยู่ในอุณหภูมิ</span><span>ที่เหมาะสม การที่ดื่มน้ำที่เย็นเกินไป</span><span> ทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อ</span><span>นที่จะทำให้อุณหภูมิของน้ำเ</span><span>หมาะสมต่อการดูดซึม ซึ่งยิ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำ</span><span>มากยิ่งขึ้นไปอีก และจะร้ายแรงมากหากดื่มในช่</span>วงเวลารับประทานอาหาร</li>
<li style="padding-left: 30px;"><span>น้ำหวาน น้ำอัดลม ในกระแสเลือดของเราหากมีน้ำ</span><span>ตาลอยู่มากเกินไป จะทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้</span><span>น้อยลง หรือทำงานผิดปกติ ในขณะที่ร่างกายก็จะพยายามแ</span><span>ปลงน้ำตาลให้อยู่ในรูปของไข</span><span>มันแล้วไปเก็บอยู่ในส่วนต่า</span><span>งๆของร่างกาย ซึ่งให้พลังงานมากเมื่อน้ำต</span><span>าลถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเหนื่อยแล</span><span>ะโหยอยากกินของหวานๆมากยิ่ง</span>ขึ้นไปอีก เกิดเป็นวงจรอุบากศ์ขึ้น</li>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-215" title="IMG_4237_1" src="http://beta.mrkrich.com/wp-content/uploads/2010/01/IMG_4237_1.jpg" alt="IMG_4237_1" width="480" height="320" /></p>
<p><strong>การดื่มน้ำที่ถูกสุขลักษณะ</strong></p>
<li style="padding-left: 30px;"><strong>ดื่มน้ำตอนเช้าประมาณ 2-5 แก้ว </strong><br />
<span>โดยธรรมชาติร่างกายของเราต้</span><span>องการการพักผ่อนที่เพียงพอ ราวๆ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวร่าง</span><span>กายของเราใช้น้ำในการขนถ่าย</span><span>ออกซิเจนและสารอาหารต่างๆเพ</span><span>ื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของ</span><span>ร่างกาย ในขณะเดียวกันก็ใช้น้ำในการ</span><span>ขับถ่ายของเสียด้วย ดังนั้นเราจึงควรดื่มน้ำในป</span><span>ริมาณมากเมื่อตื่นนอน แต่อย่าลืมนะครับว่าให้ค่อย</span>ๆดื่ม</li>
<li style="padding-left: 30px;"><strong>การดื่มน้ำในมื้ออาหาร</strong><br />
<span>ในช่วงก่อนมื้ออาหาร 15 นาที ไปจน 45 นาที หลังมื้ออาหาร ไม่ควรดื่มหรือกินของเหลวมา</span><span>กในช่วงนี้ ปริมาณที่ไม่ควรเกินคือประม</span><span>าณครึ่งแล้ว (100 ซีซี) นั่นรวมถึง น้ำดื่ม น้ำแกง และน้ำที่ได้จากผลไม้ด้วย ส่วนเหตุผลก็เป็นอย่างที่ว่</span>ามาข้างบนครับ</li>
<li style="padding-left: 30px;"><strong>การดื่มน้ำในระหว่างวัน</strong><br />
<span>ในระหว่างวัน ที่ไม่ได้เป็นช่วงมื้ออาหาร</span><span> ควรดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ และไม่ควรดื่มครั้งละเยอะๆเ</span>กินไป ควรจิบไปเรื่อยๆ</li>
<p><span>จริงๆแล้วอาจจะมีเกร็ดเล็กน้</span><span>อยอย่างอื่นอีกที่ผ่านตาไป</span><span>ครับ แต่หากทำได้เท่านี้ ก็จะช่วยลดอาการท้องอืดจากอ</span><span>าหารไม่ย่อย ลดอาการท้องผูกจากการดื่มน้ำ</span>ไม่เพียงพอไปได้ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://beta.mrkrich.com/2010/01/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อุบายระงับความง่วง</title>
		<link>http://beta.mrkrich.com/2009/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%87%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://beta.mrkrich.com/2009/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%87%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Nov 2009 05:51:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mrKrich</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[ง่วง]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พระโมคคัลลานะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุบาย]]></category>
		<category><![CDATA[แก้ง่วง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://beta.mrkrich.com/?p=66</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้เวลางานชอบง่วงนอนอยู่บ่อยๆ วันนี้ก็เลยค้นในเน็ตดูเพราะจำได้ว่าสมัยบวชพระอาจารย์มหาเคยเล่าเรื่อง วิธีแก้ง่วงของพระพุทธเจ้าอยู่ ก็เลยลองค้นในเน็ตดู ก็ได้เจอหลายๆเว็บที่นำเรื่องอุบายแก้ง่วงของพระพุทธเจ้าที่ทรงถวายแก่พระมหาโมคคัลลานะ บางเว็บก็ถอดความมา บางเว็บก็ตีความออกมาให้เหมาะแก่ยุคสมัย แต่อ่านแล้วก็รู้สึกแปลกๆอยู่ดี ก็เลยจะลองเรียบเรียงดูบ้าง ซึ่งวิธีการหรือขั้นตอนต่างๆก็ยังคงเหมือนเดิม จะเปลี่ยนไปก็เพียงแต่ศัพท์หลายๆคำ และเพิ่มเติมในคำอธิบายดูครับ

เรื่องก็มีอยู่ว่าในสมัยพุทธกาล เมื่อพระมหาโมคคัลลนาะ บวชได้ 7 วันก็ได้บำเพ็ญเพียรจนดึก และถูกความง่วงเข้าครอบงำจนไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้อย่างที่ตั้งใจ พระพุทธเจ้าซึ่งขณะนั้นอยู่ที่อีกเมืองหนึ่ง เมื่อได้ทราบจากญาณหยั่งรู้ ท่านจึงได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ โดยการแสดงตนต่อหน้าพระมหาโมคคัลลานะ และได้มอบอุบายในการบรรเทาความง่วงให้ ซึ่งหลังจากนั้น พระมหาโมคคัลลานะก็สำเร็จเป็นอรหันต์ในเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน ซึ่งอุบายนั้นมีด้วยกัน 8 ประการคือ


&#8220;พิจารณาสาเหตุที่ทำให้ง่วง&#8221; คือให้พิจารณาถึงปัจจุบันขณะ ไม่ให้จิตใจอยู่ว่างเปล่าโดยไม่ได้ทำอะไรเลย เมื่อมีสติอยู่กับปัจจุบัน ความง่วงก็จะบรรเทาลงได้
&#8220;นึกถึงคำสอนหรือเรื่องราวในอดีต&#8221; คล้ายกับข้อแรก แต่ต่างกันที่วิธีการนี้ให้นึกถึงและพิจารณาความจำของเราเอง เพราะบางครั้ง บางคน อาจมีคำพูดหรือเรื่องราวต่างๆอยู่ในใจ ทำให้ทำสติได้ดีกว่าการพิจารณาปัจจุบันขณะมาก
&#8220;ท่องหนังสือ หรือพูดเรื่องที่ทำอยู่ออกมาเป็นคำพูด&#8221; เป็นการเปลี่ยนอากัปกิริยา จากสิ่งที่ทำอยู่เงียบๆ ร่างกายได้เคลื่อนไหวน้อยซึ่งมักจะทำให้ง่วง การท่องอ่านออกเสียง หรือพูดออกมา ทำให้ร่างกายได้ขยับอย่างมีสติ เป็นการลดความง่วงอีกวิธีหนึ่ง
&#8220;ใช้นิ้วแยงหูทั้งสองข้าง และ/หรือ ลูบลำตัวด้วยฝ่ามือ&#8221; เป็นการเปลี่ยนอากัปกิริยาอีกวิธีหนึ่งซึ่งบริเวณรูหู และลำตัวจะมีเส้นประสาทสัมผัสอยู่มาก การแยงหู หรือ ลูบตัว เป็นการทำให้สมองได้ตื่นตัวทำงานเพิ่มขึ้น โดยรบกวนกับสมาธิในการทำงานไม่มากนัก
&#8220;ลูบนัยน์ตา ลูบหน้าด้วยน้ำ <a href="http://beta.mrkrich.com/2009/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%87%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87/" class="more-link">More &#62;</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>ช่วงนี้เวลางานชอบง่วงนอนอยู่บ่อยๆ วันนี้ก็เลยค้นในเน็ตดูเพราะจำได้ว่าสมัยบวชพระอาจารย์มหาเคยเล่าเรื่อง วิธีแก้ง่วงของพระพุทธเจ้าอยู่ ก็เลยลองค้นในเน็ตดู ก็ได้เจอหลายๆเว็บที่นำเรื่องอุบายแก้ง่วงของพระพุทธเจ้าที่ทรงถวายแก่พระมหาโมคคัลลานะ บางเว็บก็ถอดความมา บางเว็บก็ตีความออกมาให้เหมาะแก่ยุคสมัย แต่อ่านแล้วก็รู้สึกแปลกๆอยู่ดี ก็เลยจะลองเรียบเรียงดูบ้าง ซึ่งวิธีการหรือขั้นตอนต่างๆก็ยังคงเหมือนเดิม จะเปลี่ยนไปก็เพียงแต่ศัพท์หลายๆคำ และเพิ่มเติมในคำอธิบายดูครับ</div>
<div><span id="more-66"></span></div>
<div style="margin-bottom: 20px;">เรื่องก็มีอยู่ว่าในสมัยพุทธกาล เมื่อพระมหาโมคคัลลนาะ บวชได้ 7 วันก็ได้บำเพ็ญเพียรจนดึก และถูกความง่วงเข้าครอบงำจนไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้อย่างที่ตั้งใจ พระพุทธเจ้าซึ่งขณะนั้นอยู่ที่อีกเมืองหนึ่ง เมื่อได้ทราบจากญาณหยั่งรู้ ท่านจึงได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ โดยการแสดงตนต่อหน้าพระมหาโมคคัลลานะ และได้มอบอุบายในการบรรเทาความง่วงให้ ซึ่งหลังจากนั้น พระมหาโมคคัลลานะก็สำเร็จเป็นอรหันต์ในเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน ซึ่งอุบายนั้นมีด้วยกัน 8 ประการคือ</div>
<div>
<ol style="margin-bottom: 10px;">
<li><strong><em>&#8220;พิจารณาสาเหตุที่ทำให้ง่วง&#8221;</em></strong> คือให้พิจารณาถึงปัจจุบันขณะ ไม่ให้จิตใจอยู่ว่างเปล่าโดยไม่ได้ทำอะไรเลย เมื่อมีสติอยู่กับปัจจุบัน ความง่วงก็จะบรรเทาลงได้</li>
<li><strong><em>&#8220;นึกถึงคำสอนหรือเรื่องราวในอดีต&#8221;</em></strong> คล้ายกับข้อแรก แต่ต่างกันที่วิธีการนี้ให้นึกถึงและพิจารณาความจำของเราเอง เพราะบางครั้ง บางคน อาจมีคำพูดหรือเรื่องราวต่างๆอยู่ในใจ ทำให้ทำสติได้ดีกว่าการพิจารณาปัจจุบันขณะมาก</li>
<li><strong><em>&#8220;ท่องหนังสือ หรือพูดเรื่องที่ทำอยู่ออกมาเป็นคำพูด&#8221;</em></strong> เป็นการเปลี่ยนอากัปกิริยา จากสิ่งที่ทำอยู่เงียบๆ ร่างกายได้เคลื่อนไหวน้อยซึ่งมักจะทำให้ง่วง การท่องอ่านออกเสียง หรือพูดออกมา ทำให้ร่างกายได้ขยับอย่างมีสติ เป็นการลดความง่วงอีกวิธีหนึ่ง</li>
<li><strong><em>&#8220;ใช้นิ้วแยงหูทั้งสองข้าง และ/หรือ ลูบลำตัวด้วยฝ่ามือ&#8221;</em></strong> เป็นการเปลี่ยนอากัปกิริยาอีกวิธีหนึ่งซึ่งบริเวณรูหู และลำตัวจะมีเส้นประสาทสัมผัสอยู่มาก การแยงหู หรือ ลูบตัว เป็นการทำให้สมองได้ตื่นตัวทำงานเพิ่มขึ้น โดยรบกวนกับสมาธิในการทำงานไม่มากนัก</li>
<li><strong><em>&#8220;ลูบนัยน์ตา ลูบหน้าด้วยน้ำ มองไปรอบๆ&#8221;</em></strong> หากใช้คำง่ายๆก็คือ ให้ไปล้างหน้าล้างตานั่นเอง วิธีนี้จะนำความสดชื่นมาให้ด้วย การมองไปรอบๆ ก็ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานลงได้</li>
<li><em><strong>&#8220;ทำภาพในใจ &#8216;อาโลกสัญญา&#8217;&#8221; </strong></em>คือกำหนดความสว่างไว้ในใจ ให้สว่างเหมือนกันทั้งกลางวันกลางคืน โดยปกติความง่วงมักจะมากับความมืด วิธีการนี้คือสร้างภาพความสว่างไว้ในใจ ให้ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยง ให้มีแสงสว่างเจิดจ้าไปหมด ให้ใจเรานึกว่าเป็นเวลากลางวัน หลอกจิตใต้สำนึกว่าขณะนี้เป็นเวลากลางวัน จะได้กระปรี้กระเปร่าสดชื่นขึ้น</li>
<li><strong><em>&#8220;เดินจงกรม&#8221;</em></strong> โดยการลุกขึ้น เดินไป-กลับช้าๆ อย่างมีสติ พิจารณาการเคลื่อนไหวของเท้าทั้งสองข้าง ในการก้าวเดิน ในการกลับตัว ให้มีสติ นอกจากนี้ยังเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากนั่งนิ่งๆมาเป็นเวลานานด้วย</li>
<li><strong><em>&#8220;นอน&#8221; </em></strong>เมื่อวิธีการข้างต้นใช้ไม่ได้ผลแล้ว วิธีนึงจึงเป็นวิธีสุดท้าย คือพักผ่อนเสียก่อน แล้วค่อยทำต่อในภายหลัง แต่ก่อนนอนก็ให้กำหนดจิตไปด้วยว่า เมื่อพักผ่อนเพียงพอแล้วให้ลุกตื่นขึ้นมาแล้วทำงานต่อเลย จึงจะละความง่วงได้ (สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรให้ใช้ การเจริญสมาธิด้วย สีหไสยาสน์ คือนอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าให้เหลื่อมกัน ใช้แขนรองคอไว้อย่างมีสติ)</li>
</ol>
</div>
<div>ขอให้มีความสุขกับการทำงานนะครับ</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://beta.mrkrich.com/2009/11/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%87%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Can coffee make fresh?</title>
		<link>http://beta.mrkrich.com/2008/11/can-coffee-make-fresh/</link>
		<comments>http://beta.mrkrich.com/2008/11/can-coffee-make-fresh/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 12 Nov 2008 01:56:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mrKrich</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[awake]]></category>
		<category><![CDATA[coffee]]></category>
		<category><![CDATA[fresh]]></category>
		<category><![CDATA[sleepiness]]></category>
		<category><![CDATA[sleepy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://beta.mrkrich.com/?p=98</guid>
		<description><![CDATA[The sleepy morning is make its the bad day.  Coffee can freshen you.  How can we know?
Many morning ago. I drank coffee without sugar or cream. I don&#8217;t feel the difference. But when i feel a little sugar, The result was change. I feel much more fresh and it decrease my sleepiness.
So this <a href="http://beta.mrkrich.com/2008/11/can-coffee-make-fresh/" class="more-link">More &#62;</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>The sleepy morning is make its the bad day.  Coffee can freshen you.  How can we know?</p>
<p>Many morning ago. I drank coffee without sugar or cream. I don&#8217;t feel the difference. But when i feel a little sugar, The result was change. I feel much more fresh and it decrease my sleepiness.</p>
<p>So this is my hypothesis. Can caffeine awake people without sugar? or it work with sugar. Sugar make fresh and caffeine keep the hearth rate stable?</p>
<p>&#8212;</p>
<p>ความง่วงเหงาในตอนเช้าทำให้ทั้งวันเลวร้าย กาแฟช่วยคุณได้นะ แต่จริงหรอ?</p>
<p>ในตอนเช้าของหลายๆวันที่ผ่านมา ผมได้ดื่มกาแฟดำมาหลายวันต่อเนื่องแล้ว มันก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นจากอาการง่วงงุนซักเท่าไหร่นะ ผมก็ยังคงง่วงอยู่อย่างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหากว่าผมเติมน้ำตาลลงไปในแก้วสักหน่อย บางอย่างก็จะเปลี่ยนไป อาการง่วงงุนถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่สดชื่นขึ้น</p>
<p>ถ้าอย่างนั้นสมมุติฐานของผมจะใช้ได้ไหมนะ? ถ้าบอกว่า คาเฟอีน อาจจะทำงานไม่ได้ด้วยตัวมันเองล่ะ หรือสิ่งที่มันทำไม่ได้เป็นการปลุกให้ตื่นล่ะ แต่คนที่ทำหน้าที่นั้นเป็นน้ำตาล ส่วนกาฟแค่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจคงที่ จะอธิบายได้ไหมนะ?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://beta.mrkrich.com/2008/11/can-coffee-make-fresh/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

